ค่าจ้างทนายความคดีอาญากับข้อตกลงที่ควรทำความเข้าใจก่อนจ้าง
ทำไมค่าจ้างทนายความคดีอาญาจึงไม่เท่ากันแม้คดีคล้ายกัน
คนส่วนใหญ่ที่เริ่มหาทนายความมักเจอช่วงราคาที่ต่างกันมาก คดีทำร้ายร่างกายคดีเดียวอาจได้ใบเสนอราคาตั้งแต่ 30,000 บาทไปจนถึง 250,000 บาท และไม่ได้แปลว่าถูกคือไม่ดีหรือแพงคือดีที่สุด ความต่างมาจากหลายปัจจัยที่มองไม่เห็นในตอนแรก เช่น ขั้นตอนของคดีที่ทนายต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง จำนวนนัดในศาล พยานหลักฐานที่ต้องตรวจ และประสบการณ์เฉพาะทางของทนายคนนั้น
การจ้างทนายความคดีอาญาไม่ใช่การซื้อสินค้าที่เทียบราคาต่อหน่วยได้ง่าย เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละสำนวน ถ้าคดีอยู่ในชั้นสอบสวนที่สถานีตำรวจ ทนายต้องเตรียมคำให้การและยื่นขอประกันตัว ซึ่งใช้เวลาและแรงน้อยกว่าคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีการสืบพยานหลายนัด
อีกเรื่องที่คนมักไม่รู้คือการกำหนดค่าจ้างแบบเหมารายขั้นตอน ในทางปฏิบัติทนายจำนวนมากแยกค่าดำเนินการชั้นสอบสวน ค่าว่าความชั้นศาลชั้นต้น และค่าดำเนินการชั้นอุทธรณ์ออกจากกัน เพราะภาระงานต่างกันชัดเจน การถามให้ชัดว่าค่าจ้างที่เสนอครอบคลุมถึงขั้นตอนใดจึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องทำก่อนเซ็นสัญญา
อ่านสัญญาจ้างทนายความอย่างไรไม่ให้เสียเปรียบ
สัญญาจ้างทนายความที่ดีต้องระบุขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น คดีอาญาหมายเลขดำที่เท่าไร ศาลใด มีการดำเนินการอะไรบ้าง รวมถึงค่าธรรมเนียมศาล ค่าประกันตัว และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างจังหวัดแยกออกมาหรือไม่ ถ้าสัญญาเขียนเพียงว่า "ว่าความจนคดีถึงที่สุด" โดยไม่บอกว่าถึงที่สุดหมายถึงชั้นใด ให้ถามทันที เพราะถ้าต้องขึ้นศาลอุทธรณ์หรือฎีกาอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกก้อน
เรื่องค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข موفقต้องเขียนให้ชัดว่าเงื่อนไขคืออะไร เช่น ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หรือคดีถูกสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลพิพากษายกฟ้อง โดยทั่วไปทนายที่รับงานลักษณะนี้จะคิดค่าจ้างพื้นฐานบวกค่าตอบแทนเมื่อผลออกมาตามที่ตกลง ควรหลีกเลี่ยงข้อตกลงที่ให้ค่าตอบแทนผูกกับจำนวนปีที่ลูกความจะได้รับโทษ เพราะขัดกับหลักจริยธรรมวิชาชีพ
สิ่งที่ควรตรวจอีกอย่างคือใบอนุญาตและสถานะการเป็นสมาชิกสภาพทนายความ ซึ่งตรวจสอบได้จากเลขทะเบียนบนนามบัตรทนายความหรือหนังสือรับรองการประกอบวิชาชีพทนายความที่ทนายยื่นให้ดูก่อนลงนาม ถ้าทนายไม่ยินดีแสดงเอกสารเหล่านี้ให้ถ่ายสำเนาไว้ ควรชะลอการจ้างและหาคนอื่นมาพิจารณาแทน
ตัวอย่างกรณีที่มักเกิดปัญหาตามมา
ลูกความรายหนึ่งจ่ายค่าจ้างก้อนเดียวให้ทนายดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล แต่เมื่อคดีถูกส่งฟ้องกลับต้องหาทนายใหม่เพราะสัญญาเขียนไว้ว่าเป็นคดีที่ "ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา" ทำให้ต้องจ่ายซ้ำอีกครั้ง ตัวอย่างนี้เกิดขึ้นจริงบ่อยในคดีที่เริ่มจากการถูกเรียกไปสอบปากคำก่อนถูกแจ้งข้อกล่าวหา การระบุขั้นตอนให้ละเอียดตั้งแต่ต้นจึงช่วยป้องกันได้
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกทนายความคดีอาญาในแต่ละท้องที่
การเลือกทนายที่ทำงานในพื้นที่ที่คดีเกิดขึ้นมีข้อดีชัดเจน เพราะทนายคุ้นเคยกับพนักงานสอบสวน ศาล และกระบวนการประกันตัวในท้องที่นั้น เคยมีกรณีที่ทนายจากกรุงเทพฯ รับคดีในต่างจังหวัดแล้วพบว่าต้องเดินทางหลายรอบเพื่อยื่นคำร้องในเรื่องที่ทนายท้องถิ่นทำได้ในรอบเดียว ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดจากค่าจ้างจึงถูกกลืนด้วยค่าเดินทางและเวลาที่เสียไป
แต่ในคดีที่มีความซับซ้อนสูง เช่น คดีที่เกี่ยวกับความผิดทางเศรษฐกิจหรือคดีระหว่างประเทศ การเลือกทนายที่มีประสบการณ์เฉพาะทางอาจสำคัญกว่าการอยู่ใกล้ศาล หลายกรณีจึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทนายในพื้นที่กับทนายเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งต้องตกลงกันให้ชัดว่าใครรับผิดชอบส่วนใดและค่าจ้างแบ่งกันอย่างไร
สำหรับคนที่ทำงานในองค์กร การปรึกษาฝ่ายกฎหมายหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานของบริษัทก่อนเลือกทนายก็ช่วยได้ เพราะบางคดีมีผลต่อสัญญาจ้างหรือความรับผิดของนิติบุคคลร่วมด้วย โดยเฉพาะกรณีที่พนักงานถูกฟ้องในความผิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจต้องประสานกับฝ่ายกฎหมายองค์กรตั้งแต่ต้น
การเจรจาต่อรองค่าจ้างอย่างมีข้อมูล
ค่าจ้างทนายความคดีอาญาเจรจาได้ แต่ต้องเจรจาด้วยข้อมูล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ การถามว่าค่าจ้างนั้นคิดจากอะไร เช่น จำนวนชั่วโมงทำงาน จำนวนนัดในศาล หรืออัตราคงที่ตามประเภทคดี จะทำให้เห็นว่าส่วนใดยืดหยุ่นได้ ผู้จ้างบางรายสามารถขอแบ่งชำระเป็นงวดตามความคืบหน้าของคดีได้หากตกลงกันชัดเจนตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ควรถามควบคู่กันคือค่าใช้จ่ายอื่นที่มักตามมา เช่น ค่าถ่ายเอกสารสำนวน ค่าตรวจพยานหลักฐาน ค่าที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือค่าเดินทางไปราชทัณฑ์เพื่อเยี่ยมลูกความ ค่าใช้จ่ายเล็กๆ เหล่านี้สะสมได้มากในคดีที่ยืดเยื้อ การขอให้ระบุเพดานค่าใช้จ่ายไว้ในสัญญาจะช่วยควบคุมงบประมาณโดยไม่ต้องกังวลภายหลัง
สุดท้าย อย่าลืมถามถึงช่องทางติดต่อและการรายงานความคืบหน้า ทนายที่ดีจะแจ้งกำหนดนัดและความเคลื่อนไหวของคดีให้ลูกความทราบสม่ำเสมอ ถ้าทนายไม่สามารถระบุได้ว่าจะติดต่อกลับภายในกี่วันหรือรายงานผลอย่างไร ข้อตกลงเรื่องค่าจ้างก็ไม่มีความหมายนัก เพราะลูกความจะไม่รู้เลยว่าเงินที่จ่ายไปนั้นพาคดีไปถึงไหน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
การจ่ายเงินก่อนเห็นสัญญาเป็นความผิดพลาดที่พบมากที่สุด รองลงมาคือการตกลงด้วยวาจาโดยไม่มีหลักฐานการชำระเงิน ควรขอใบเสร็จหรือหลักฐานการโอนที่ระบุชื่อทนายและเลขที่คดีไว้ทุกครั้ง และเก็บสำเนาสัญญาไว้กับตัว เรื่องเหล่านี้ดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่มีผลมากเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องขอบเขตงานในภายหลัง
