ก่อนเซ็นสัญญาจ้าง ควรรู้เรื่องค่าเบิกจ่ายเงินรางวัลทนายความและค่าตอบแทนรายวัน
ค่าเบิกจ่ายเงินรางวัลทนายความคืออะไร และใครมีสิทธิ์ได้จริง
หลายคนที่เคยได้ยินคำว่า "เงินรางวัลทนายความ" เข้าใจว่าเป็นโบนัสที่ทนายเรียกร้องจากลูกความได้เอง ความจริงคือมันเป็นคนละเรื่องกันคนละระบบเลย เงินรางวัลในที่นี้หมายถึงเงินที่รัฐจ่ายให้ทนายความซึ่งรับว่าความให้จำเลยในคดีอาญาที่ศาลแต่งตั้ง หรือทนายความที่ช่วยเหลือผู้ต้องหาตามระบบการช่วยเหลือทางกฎหมาย ภายใต้ระเบียบของสำนักงานอัยการและกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่ค่าจ้างตามสัญญาระหว่างทนายกับลูกค้า
การเบิกจ่ายเงินรางวัลทนายความต้องมีเอกสารครบ ทั้งใบแต่งตั้งทนาย หนังสือมอบอำนาจ สำเนาคำพิพากษา และใบเสร็จรับเงินที่ออกในนามสำนักงานกฎหมายหรือทนายความผู้รับงาน อัตราเบิกจ่ายจะผูกกับชั้นศาลและจำนวนวันที่ขึ้นว่าความจริง ไม่ใช่ตามความยาวของคดี ถ้าทนายลงบันทึกในระบบงานทนายความของศาลไม่ครบ จำนวนวันก็จะถูกตัดทอน และเงินที่ได้อาจน้อยกว่าที่คาดไว้มาก
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าเงินก้อนนี้เป็นของลูกความ บางครั้งมีคนโทรมาถามว่าทำไมเขายังไม่ได้รับเงินรางวัล ทนายจึงต้องอธิบายซ้ำว่าผู้มีสิทธิ์เบิกคือทนายผู้รับงานตามระเบียบ ไม่ใช่ตัวจำเลย เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นในสัญญาจ้างซึ่งทำเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน
โครงสร้างค่าตอบแทนในสัญญาจ้างทนายความที่ควรรู้ก่อนเซ็น
ค่าจ้างทนายความในคดีอาญาและคดีแพ่งแบ่งได้หลัก ๆ สองแบบ คือเหมาจ่ายทั้งคดี และจ่ายเป็นรายครั้งที่ขึ้นศาล แบบเหมาจ่ายเหมาะกับคดีที่มีขอบเขตชัด เช่น คดีจราจร หรือคดีความผิดต่อทรัพย์สินเล็กน้อยที่เจรจายอมความได้ ส่วนแบบรายครั้งเหมาะกับคดีที่ยืดเยื้อและจำนวนนัดไม่แน่นอน เช่น คดีอาญาที่มีพยานหลายปากหรือคดีที่ต้องสืบพยานหลายวัน
ค่าจ้างกับการเดินทางเป็นคนละบรรทัด
คนส่วนใหญ่ลืมถามเรื่องค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสาร และค่าใช้จ่ายในการติดต่อหน่วยงานราชการ เช่น ค่าเดินทางไปสถานีตำรวจต่างจังหวัดหรือค่าธรรมเนียมการขอคัดสำเนาคดี สิ่งเหล่านี้มักไม่รวมอยู่ในค่าจ้างหลัก ถ้าไม่เขียนไว้ในสัญญา จะกลายเป็นข้อโต้แย้งกันภายหลังได้ง่ายมาก สำนักงานกฎหมายมหาชนหลายแห่งที่รับงานคดีอาญาให้บริการแบบแพ็กเกจชัดเจนว่าครอบคลุมอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้ลูกความเจอค่าใช้จ่ายแฝงทีหลัง
อีกเรื่องที่ควรตรวจคือคำนิยามของคำว่า "ขึ้นศาล" ในสัญญา เพราะบางสำนักงานนับเฉพาะวันสืบพยานจริง ไม่นับวันนัดไต่สวนหรือวันฟังคำสั่งศาล ถ้าคุณต้องเดินทางไปศาลหกครั้งแต่ในสัญญาระบุว่าจ่ายสามครั้ง ส่วนที่เหลือก็ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งทำให้งบประมาณที่ตั้งไว้คลาดเคลื่อนได้
ระบบงานทนายความในสำนักงานจริง ทำงานอย่างไร
ในสำนักงานที่มีทนายหลายคน งานจะถูกแบ่งเป็นชั้น ตั้งแต่การรับปรึกษา การร่างเอกสาร การยื่นคำร้อง ไปจนถึงการขึ้นว่าความในศาล แต่ละขั้นมีผู้รับผิดชอบต่างกัน และระบบงานทนายความที่ดีจะบันทึกทุกความเคลื่อนไหวของคดีไว้เป็นประวัติ ลูกความสามารถขอสำเนาบันทึกเพื่อตรวจสอบได้ว่ามีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง
ลองนึกภาพคดีความผิดฐานขับรถในขณะมึนเมาในจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่ง ลูกความจ่ายค่าจ้างเหมาไปแล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดกลับพบว่าทนายที่รับปากไว้ให้เป็นคนว่าความไม่ได้มา และส่งทนายอีกคนที่ยังไม่เคยอ่านสำนวนมาขึ้นศาลแทน ถ้าในสัญญาระบุชื่อผู้รับผิดชอบไว้ชัดเจน ลูกความก็มีสิทธิ์ถามได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และในทางกลับกัน สำนักงานที่ทำระบบบันทึกชัดเจนจะแจ้งล่วงหน้าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวทนาย
ผู้ช่วยทนายหรือนักกฎหมายทนายความมีบทบาทสำคัญในขั้นเตรียมสำนวน ทั้งการคัดเอกสาร การติดตามนัด และการติดต่อเจ้าหน้าที่ศาล แต่ในศาลตัวผู้ว่าความต้องเป็นทนายที่ขึ้นทะเบียนกับสภาพนายความแล้วเท่านั้น การแยกหน้าที่ให้ชัดทำให้งานไม่สะดุด และลดโอกาสที่วันนัดสำคัญจะถูกเลื่อนเพราะเอกสารไม่ครบ
ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียทั้งเงินและเวลา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการจ่ายเงินโดยไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร บางคนรู้จักทนายผ่านคนรู้จักแล้วโอนเงินทันทีโดยไม่มีใบเสร็จ เมื่อเกิดปัญหาเรื่องผลของคดีหรือเรื่องจำนวนเงิน ก็แทบไม่มีหลักฐานไปเรียกร้องอะไรได้เลย การทำสัญญาจ้างที่ระบุขอบเขตงาน จำนวนเงิน กำหนดชำระ และเงื่อนไขการบอกเลิกไว้ชัดเจนจึงเป็นสิ่ง最基本ที่ต้องมี
ข้อผิดพลาดที่สองคือเข้าใจว่าค่าจ้างทนายรวมค่าปรับหรือค่าสินไหมทดแทนไว้แล้ว ความจริงคือค่าปรับในคดีอาญาเป็นเงินที่จำเลยต้องจ่ายต่อศาล และค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งเป็นเงินที่จ่ายให้โจทก์ คนละก้อนกับค่าจ้างทนาย ถ้าคุณคาดงบไว้ผิดตั้งแต่ต้น อาจต้องหาเงินก้อนใหญ่เพิ่มในวันที่ศาลพิพากษา
ข้อผิดพลาดที่สามคือไม่ตรวจสถานะการเป็นสมาชิกสภาพนายความของผู้ที่อ้างตัวเป็นทนาย ตรวจได้ง่ายผ่านเว็บไซต์ของสภาพนายความ และควรถามด้วยว่าสำนักงานมีเลขทะเบียนหรือไม่ ถ้าไม่มี แปลว่าคุณกำลังจ้างคนที่อาจว่าความแทนคุณในศาลไม่ได้ และเงินที่จ่ายไปก็ไม่ผูกพันกับความรับผิดชอบทางวิชาชีพใด ๆ
สุดท้าย อย่าลืมเก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีไว้เอง ทั้งสำเนาคำฟ้อง สำเนาบันทึกคำให้การ และใบเสร็จค่าจ้าง เพราะเมื่อใดที่ต้องเปลี่ยนทนายกลางคัน เอกสารชุดนี้จะช่วยให้ทนายคนใหม่เริ่มงานได้เร็วขึ้นและประหยัดค่าจ้างในช่วงเปลี่ยนผ่านได้มาก
