ค่าทนายความเหมาจ่ายหรือรายชั่วโมง เลือกแบบไหนถึงคุ้ม
ค่าทนายความสองแบบที่ลูกความไทยเจอบ่อย
คนที่ต้องใช้บริการทนายความมักถามเรื่องเดียวซ้ำ ๆ ว่า "คิดค่าจ้างอย่างไร" คำตอบมีสองแบบหลักที่สำนักงานกฎหมายในไทยใช้ คือ คิดตามชั่วโมงทำงาน (hourly rate) และคิดแบบเหมาจ่ายทั้งเรื่อง (flat rate) แต่ละแบบเหมาะกับงานคนละประเภท และถ้าเลือกผิดตั้งแต่ต้น ค่าใช้จ่ายอาจบานปลายได้มากกว่าที่คิด
งานที่ขอบเขตชัดเจน เช่น ร่างสัญญาเช่าอาคาร จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือยื่นคำร้อง簡單ในชั้นเจ้าพนักงาน มักเหมาะกับค่าจ้างเหมาจ่าย เพราะทราบยอดตั้งแต่ก่อนเริ่ม ตรงกันข้าม คดีอาญาที่ต้องไปศาลหลายนัด หรือคดีที่คู่ความอีกฝ่ายยื่นคำร้องแทรกเข้ามาไม่หยุด การคิดรายชั่วโมงมักยุติธรรมกว่าสำหรับทั้งสองฝ่าย เพราะทนายไม่ได้แบกความเสี่ยงของงานที่ยืดเยื้อเกินคาด
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ คำว่า "เหมาจ่าย" ในไทยไม่ได้หมายถึงทุกอย่างจบเสมอ บางสำนักงานเหมาจ่ายเฉพาะค่าดำเนินการ แต่ค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสาร ค่าธรรมเนียมศาล และค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ เช่น ล่ามหรือที่ปรึกษาทางบัญชี คิดแยก ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญาจ้าง ควรถามให้ชัดว่าเหมาจ่ายครอบคลุมอะไรบ้าง และมีเพดานจำนวนนัดศาลหรือไม่
ตัวเลขจริงที่ควรรู้ก่อนเจรจา
ค่าที่ปรึกษากฎหมายรายชั่วโมงในกรุงเทพฯ สำหรับทนายที่มีประสบการณ์ 5–10 ปี อยู่ราว 2,500–6,000 บาทต่อชั่วโมง ส่วนงานให้คำปรึกษาเบื้องต้นแบบสั้น ๆ บางสำนักงานคิดเป็นรายครั้ง 1,500–3,000 บาท เพื่อประเมินว่าคดีมีทางสู้หรือไม่ สำหรับงานเหมาจ่ายที่พบบ่อย ร่างสัญญาทั่วไปอยู่ที่ 10,000–30,000 บาท จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในชั้นยื่นคำขอประมาณ 8,000–15,000 บาทต่อประเภทสินค้า และการจัดตั้งบริษัทจำกัดพร้อมเอกสารจดทะเบียนมักอยู่ในช่วง 15,000–35,000 บาท ขึ้นกับจำนวนผู้ถือหุ้นและความซับซ้อนของวัตถุประสงค์
คดีความที่มีการฟ้องศาล ตัวเลขจะกระโดดขึ้นตามจำนวนนัดและชั้นศาล คดีแพ่งชั้นต้นที่เหมาจ่ายทั้งคดีอาจเริ่มที่ 50,000 บาทไปจนถึงหลายแสนบาท ขึ้นกับทุนทรัพย์และความยากของพยานหลักฐาน ขณะที่คดีอาญาบางประเภท เช่น คดียาเสพติดหรือคดีที่ต้องต่อสู้เรื่องสิทธิ์ในการสอบสวนตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ค่าจ้างมักสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน เพราะต้องใช้เวลาสอดส่องพยานและเตรียมการมากกว่าคดีทั่วไป
ตัวอย่างที่เจอบ่อยในทางปฏิบัติ
ลูกค้ารายหนึ่งทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับคู่ค้าต่างชาติ และต้องการให้ทนายตรวจสัญญาก่อนลงนาม สำนักงานเสนอเหมาจ่าย 25,000 บาท ครอบคลุมการอ่านสัญญา แก้ไข 2 รอบ และประชุมทางไกล 1 ครั้ง แต่เมื่อคู่ค้าแก้สัญญากลับมาถึง 4 รอบ ลูกค้าถูกคิดเพิ่มรอบละ 5,000 บาท หากตกลงตั้งแต่ต้นว่าจำนวนรอบแก้ไขมีเท่าไรและคิดส่วนเกินอย่างไร ก็จะไม่เกิดความไม่พอใจตอนท้าย
อีกกรณีคือคดีมรดกที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับพินัยกรรมและทรัพย์สินในต่างจังหวัด ซึ่งทนายต้องเดินทางไปศาลจังหวัดหลายครั้ง หากตกลงเหมาจ่ายโดยไม่ระบุจำนวนนัด เมื่อคดีลากยาวข้ามปี สำนักงานอาจขอปรับค่าจ้างกลางทาง การเขียนเงื่อนไขว่าเหมาจ่ายครอบคลุมกี่นัด และนัดถัดไปคิดเท่าไร จะช่วยลดการต่อรองที่ทำให้ความสัมพันธ์กับทนายตึงเครียด
อ่านสัญญาจ้างทนายให้ครบก่อนเซ็น
สัญญาจ้างทนายที่ดีต้องระบุขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร สิ่งที่ต้องมีคือ ชื่อคู่สัญญา เลขทะเบียนทนายความ หมายเลขใบอนุญาต ลักษณะงานที่รับทำ จำนวนเงินและกำหนดชำระ ค่าใช้จ่ายที่แยกออกมา และเงื่อนไขการเลิกสัญญา จุดที่คนมองข้ามบ่อยคือเงื่อนไขการเลิกสัญญาและการคืนเงิน กรณีที่ทนายลาออกกลางคันหรือลูกค้าเปลี่ยนใจ ควรรู้ล่วงหน้าว่าเงินที่จ่ายไปแล้วจะคืนได้หรือไม่ และหักเป็นค่าดำเนินการเท่าไร
ตรวจสอบสถานะทนายความได้ที่เว็บไซต์สภาทนายความแห่งประเทศไทย ซึ่งมีระบบค้นหาว่าบุคคลที่อ้างตัวเป็นทนายความมีเลขทะเบียนและใบอนุญาตจริงหรือไม่ การตรวจนี้ใช้เวลาไม่กี่นาทีและป้องกันปัญหาที่พบบ่อย คือถูกบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตรับว่าความ ซึ่งทำให้ลูกความเสียทั้งเงินและเวลา รวมถึงอาจกระทบกระบวนพิจารณาในศาล
อีกจุดที่ควรจดไว้ในสัญญาคือ ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นระหว่างคดี เช่น ค่าป่วยการพยาน ค่าตรวจเอกสาร ค่าแปลเอกสาร ซึ่งบางคดีอาจสูงกว่าค่าทนายเสียอีก การระบุว่าใครจ่ายล่วงหน้าและจะหักคืนจากค่าเสียหายที่ได้รับหรือไม่ จะทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องเงินตามมาทีหลัง
สุดท้าย ควรขอใบเสร็จรับเงินทุกครั้งที่ชำระ ตามประมวลรัษฎากร ค่าบริการทางกฎหมายต้องมีหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 เมื่อจ่ายให้สำนักงานกฎหมายที่เป็นนิติบุคคล ลูกค้าที่ประกอบธุรกิจสามารถนำใบเสร็จไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ และการเก็บหลักฐานครบถ้วนยังมีประโยชน์หากต้องตรวจสอบย้อนหลัง
เมื่อไรควรเลือกเหมาจ่ายและเมื่อไรควรจ่ายรายชั่วโมง
หลักง่าย ๆ คือ ถ้าคุณรู้แน่ว่าต้องทำอะไรบ้าง และผลลัพธ์วัดได้ชัด เช่น จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ร่างสัญญาจ้างแรงงาน หรือยื่นคำขออนุญาตทำงานให้พนักงานต่างชาติ ให้เลือกเหมาจ่าย เพราะคุณจะควบคุมงบประมาณได้แน่นอน และไม่ต้องกังวลว่าทนายจะโทรมาประชุมนานเกินจำเป็นแล้วคิดเงินเพิ่ม
แต่ถ้าเป็นคดีที่คู่ความอีกฝ่ายกำหนดจังหวะเอง เช่น คดีอาญาที่พนักงานสอบสวนนัดสอบปากคำหลายรอบ หรือคดีที่ต้องยื่นคำร้องแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งศาล การจ่ายรายชั่วโมงพร้อมเพดานสูงสุดต่อเดือนจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายโปร่งใส บางสำนักงานเสนอรูปแบบผสม คือ มีค่าตั้งต้นแบบเหมาจ่ายสำหรับงานหลัก และคิดรายชั่วโมงเฉพาะงานที่เกินขอบเขต ซึ่งมักเป็นทางออกที่ลงตัวกว่า
ไม่ว่าจะเลือกแบบใด สิ่งที่ควรทำคือขอประเมินค่าใช้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน และสอบถามว่าเคยรับคดีลักษณะเดียวกันมากี่คดี ประสบการณ์ตรงในประเภทคดีที่เผชิญอยู่มีผลต่อทั้งค่าจ้างและแนวทางการต่อสู้ ทนายที่ถนัดคดีครอบครัวอาจไม่เหมาะกับคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการเลือกคนให้ตรงงานจะประหยัดกว่าการต่อรองราคากับคนที่ไม่ถนัดตั้งแต่แรก
